ไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตับ และสามารถพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้ เนื่องจากอาการของโรคนี้มักไม่แสดงออกในระยะแรก การตรวจเช็คสุขภาพ และรู้ทันสัญญาณเตือนของโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นการความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณเตือนของโรคไวรัสตับอักเสบซี ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ไปจนถึงอาการที่เกิดขึ้นเมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรง เพื่อให้คุณสามารถรับมือ และป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที

ไวรัสตับอักเสบซี คืออะไร?

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) เป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายผ่านทางเลือด โดยไวรัสนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับ ทำให้เกิดการอักเสบ และอาจนำไปสู่ความเสียหายของตับในระยะยาว ไวรัสชนิดนี้มีลักษณะเรื้อรัง และสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายปีโดยไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่

ไวรัสตับอักเสบซี สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก ได้แก่

  • ไวรัสตับอักเสบซีเฉียบพลัน (Acute Hepatitis C) เป็นการติดเชื้อระยะแรกที่อาจเกิดขึ้นภายใน 6 เดือนหลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยบางรายสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง แต่ส่วนใหญ่ (ประมาณ 75-85%) จะพัฒนาเป็นโรคเรื้อรัง
  • ไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง (Chronic Hepatitis C) เป็นภาวะที่ไวรัสอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ตับแข็ง และมะเร็งตับ
Quicky

สัญญาณเตือนของไวรัสตับอักเสบซี

เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อจนกว่าจะมีอาการรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบางอย่างที่อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ได้แก่

  • อาการในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อในระยะแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ซึ่งรวมถึง
    • อ่อนเพลีย และไม่มีแรง  ร่างกายอาจรู้สึกอ่อนล้าโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
    • มีไข้ต่ำ  อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
    • ปวดกล้ามเนื้อ และข้อต่อ  อาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย
    • ปวดท้องหรือรู้สึกไม่สบายในช่องท้อง  โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
    • คลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหาร  ระบบทางเดินอาหารอาจมีปัญหาจากการอักเสบของตับ
    • ดีซ่าน (Jaundice)  อาการตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • อาการในระยะเรื้อรัง หากโรคไวรัสตับอักเสบซีไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาเป็นภาวะเรื้อรัง และส่งผลเสียต่อร่างกายมากขึ้น โดยอาการที่พบได้ ได้แก่
    • อ่อนเพลียเรื้อรัง  ความรู้สึกเหนื่อยล้าแบบเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
    • ปวดข้อ และกล้ามเนื้อเรื้อรัง  อาจทำให้มีอาการปวดเรื้อรังหรือรู้สึกไม่สบายตัว
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ  เกิดจากการที่ตับทำงานผิดปกติ
    • ตับโตหรือม้ามโต  รู้สึกแน่นท้องหรือเจ็บบริเวณชายโครง
    • มีภาวะเลือดออกง่าย  ตับมีบทบาทสำคัญในการสร้างโปรตีนที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว หากตับถูกทำลาย อาจทำให้มีภาวะเลือดออกง่าย
    • อาการคันตามผิวหนัง  เกิดจากสารพิษที่สะสมในร่างกายเนื่องจากการทำงานของตับลดลง

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบซี

เนื่องจากอาการของโรคอาจไม่ชัดเจน การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยแพทย์อาจใช้การตรวจต่อไปนี้

  • การตรวจหาแอนติบอดีต้านไวรัสตับอักเสบซี (HCV Antibody Test)  เพื่อตรวจว่าร่างกายเคยสัมผัสกับเชื้อไวรัสนี้หรือไม่
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (HCV RNA Test)  เพื่อตรวจว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายหรือไม่ และระบุว่าการติดเชื้อยังคงอยู่หรือไม่
  • การตรวจวัดระดับเอนไซม์ตับ (Liver Function Test)  เพื่อประเมินการทำงานของตับ และดูว่าตับถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใด
  • การตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy) หรือการตรวจ Fibroscan  ใช้เพื่อประเมินระดับความเสียหายของตับ
การรักษาไวรัสตับอักเสบซี

Love2Test

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) เคยเป็นโรคที่รักษาได้ยาก และใช้เวลานาน แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ภายในไม่กี่เดือน โดยมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 95%

  • ยาต้านไวรัสโดยตรง (Direct-Acting Antivirals หรือ DAAs) ยากลุ่ม DAAs เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อเชื้อไวรัส และขัดขวางกระบวนการเพิ่มจำนวนของเชื้อ ทำให้สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ประโยชน์ของยากลุ่ม DAAs
      • มีประสิทธิภาพสูง  สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ใน 8-12 สัปดาห์
      • ผลข้างเคียงน้อย  เมื่อเทียบกับการรักษาแบบเดิม
      • รับประทานง่าย  เป็นยาเม็ดรับประทาน ไม่ต้องฉีด
      • สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งระยะเริ่มต้น
    • ตัวอย่างยา DAAs ที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซี ได้แก่
      • Sofosbuvir (Sovaldi)
      • Ledipasvir/Sofosbuvir (Harvoni)
      • Glecaprevir/Pibrentasvir (Mavyret)
      • Elbasvir/Grazoprevir (Zepatier)
      • Sofosbuvir/Velpatasvir (Epclusa)
    • แพทย์จะเลือกชนิดของยาและระยะเวลาในการรักษาตามชนิดของไวรัสตับอักเสบซี (HCV Genotype) และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย
  • การติดตามสุขภาพตับ หากผู้ป่วยได้รับการรักษา และกำจัดเชื้อไวรัสได้แล้ว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตับเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็งหรือมะเร็งตับ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ
    • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง
    • การตรวจค่าเอนไซม์ตับ (Liver Function Test)
    • การตรวจค่าโปรตีนอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP) เพื่อเฝ้าระวังมะเร็งตับ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตับ เพื่อปกป้องสุขภาพของตับ และลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้
    • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์  แอลกอฮอล์สามารถเร่งให้ตับถูกทำลายเร็วขึ้น
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  เน้นอาหารที่ช่วยบำรุงตับ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ และโปรตีนไขมันต่ำ
    • หลีกเลี่ยงยา และสารพิษที่เป็นอันตรายต่อตับ  เช่น พาราเซตามอลในปริมาณสูง หรืออาหารเสริมที่ไม่มีมาตรฐาน
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และการทำงานของร่างกาย

แนวทางป้องกันไวรัสตับอักเสบซี

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี (ต่างจากไวรัสตับอักเสบบีที่มีวัคซีน) การป้องกันการติดเชื้อจึงต้องอาศัยการลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การรับเชื้อ

  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเป็นสาเหตุหลักของการแพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น หากจำเป็นต้องใช้เข็มฉีดยา ควรใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และไม่แบ่งปันกับผู้อื่น
  • ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าไวรัสตับอักเสบซีจะไม่แพร่ผ่านเพศสัมพันธ์ง่ายเหมือนไวรัสตับอักเสบบีหรือเอชไอวี แต่ หากมีแผลที่อวัยวะเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์แบบรุนแรง มีโอกาสที่จะติดเชื้อผ่านสารคัดหลั่งหรือเลือดได้ การใช้ ถุงยางอนามัยทุกครั้ง สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ของใช้ส่วนตัวที่อาจมีเลือดปนเปื้อน เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ ควรแยกใช้ของตนเองเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
  • ระวังการสัก เจาะร่างกาย หรือทำหัตถการที่ใช้เครื่องมือมีคม การสัก เจาะร่างกาย หรือทำศัลยกรรมความงาม หากไม่ได้ทำในสถานที่ที่มีมาตรฐาน อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้ ควรเลือกสถานประกอบการที่มีการฆ่าเชื้อเครื่องมืออย่างถูกต้อง
  • ตรวจสุขภาพ และคัดกรองโรคตับเป็นประจำ การตรวจสุขภาพเป็นประจำสามารถช่วยให้ตรวจพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น
    • เคยรับเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี 1992
    • เคยใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
    • ทำงานในโรงพยาบาล และมีโอกาสสัมผัสเลือด
Buddy Chat — Love2Test

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

ไวรัสตับอักเสบซีเป็นโรคที่สามารถแฝงตัวในร่างกายได้นานโดยไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการรับรู้สัญญาณเตือนจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจ และรับการรักษาโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในอนาคต