โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นปัญหาที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะ HPV หรือ Human Papillomavirus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เชื้อ HPV สามารถก่อให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ  และเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด การรู้จักวิธีป้องกัน และดูแลตัวเองอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณปลอดภัย มีสุขภาพดี และมั่นใจได้ในทุกความสัมพันธ์

HPV คืออะไร?

HPV หรือ Human Papillomavirus คือไวรัสที่พบได้ทั่วไป และสามารถแพร่กระจายได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือออรัลเซ็กส์ รวมถึงการสัมผัสทางผิวหนังที่มีเชื้อไวรัสโดยตรง มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยแบ่งเป็นสายพันธุ์เสี่ยงต่ำที่ก่อให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ และสายพันธุ์เสี่ยงสูงที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปาก

การแพร่กระจายของเชื้อ HPV

  • ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นช่องคลอด ทวารหนัก หรือออรัลเซ็กส์
  • ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนัง ที่มีเชื้อโดยตรง เช่น การสัมผัสหูดที่อวัยวะเพศ
  • ติดต่อจากแม่สู่ลูก ระหว่างคลอด ทำให้ทารกเสี่ยงติดเชื้อ HPV ในทางเดินหายใจ
Quicky

ความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HPV

  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • ผู้ที่มีอายุน้อย โดยเฉพาะวัยรุ่น และวัยเริ่มต้นทำงาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV

อาการของการติดเชื้อ HPV

หูดที่อวัยวะเพศ (Genital Warts)

  • ลักษณะของหูดมักเป็น ตุ่มนูนขนาดเล็ก สีเนื้อหรือสีชมพูอ่อน คล้ายผิวดอกกะหล่ำ
  • มักเกิดขึ้น เป็นกลุ่มเล็ก ๆ หรือรวมตัวกันเป็นปื้นใหญ่
    บริเวณที่พบได้บ่อย
    • อวัยวะเพศหญิง: รอบช่องคลอด ปากช่องคลอด หรือภายในช่องคลอด
    • อวัยวะเพศชาย: บริเวณปลายองคชาต โคนองคชาต หรือถุงอัณฑะ
      อวัยวะเพศของทั้งสองเพศ: รอบทวารหนัก
  • อาการร่วมที่อาจเกิดขึ้น
    • คัน หรือ รู้สึกระคายเคือง
    • บางรายอาจมีอาการ แสบร้อน เมื่อสัมผัสหรือมีเพศสัมพันธ์
    • หากหูดเกิดในบริเวณที่มีแรงเสียดทาน อาจมีเลือดออกได้

ตุ่ม ผื่น หรืออาการคันบริเวณอื่น ๆ

  • บางรายอาจไม่พบลักษณะของหูดอย่างชัดเจน แต่มีอาการ ผื่นแดง ตุ่มเล็ก ๆ หรือแผลที่เกิดจากการเกา
  • อาจรู้สึกไม่สบายตัวบริเวณอวัยวะเพศ มีอาการ คัน แสบ หรือรู้สึกเจ็บ
  • ในกรณีที่ติดเชื้อบริเวณช่องปากหรือคอจากการทำออรัลเซ็กส์:
    • อาจมี ตุ่มเล็กหรือหูดภายในช่องปาก ลิ้น เพดาน หรือบริเวณคอหอย
    • บางรายอาจมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง กลืนอาหารลำบาก หรือเสียงเปลี่ยน

HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง (High-Risk HPV)

  • สายพันธุ์เหล่านี้ ไม่ก่อให้เกิดหูด แต่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นมะเร็งหากไม่ได้รับการรักษา
  • อันตรายตรงที่ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองมีเชื้ออยู่
  • การตรวจพบทำได้ผ่านการตรวจคัดกรอง เช่น
    • Pap smear: ตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก
    • HPV DNA test: ตรวจหา DNA ของเชื้อ HPV โดยตรง
    • ผู้ชายที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายรักชาย หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจตรวจพบความผิดปกติบริเวณทวารหนักผ่าน Anal Pap smear

การรักษาการติดเชื้อ HPV

เชื้อ HPV บางสายพันธุ์สามารถหายได้เองโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายภายใน 1-2 ปี โดยไม่ก่อให้เกิดโรคใด ๆ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหรือความผิดปกติเกิดขึ้น แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามลักษณะของปัญหา ดังนี้

การรักษาหูดที่อวัยวะเพศ (Genital Warts)

หูดที่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงต่ำสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น

  • การใช้ยาทาเฉพาะที่ เช่น Podophyllotoxin, Imiquimod, หรือ Trichloroacetic acid (TCA) ช่วยให้หูดฝ่อลงหรือหลุดลอกออก ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์
  • การจี้ไฟฟ้า (Electrocautery) ใช้ไฟฟ้าจี้ทำลายเนื้อเยื่อของหูด ได้ผลดีในหูดที่มีขนาดใหญ่หรือดื้อยา
  • การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) ใช้ ไนโตรเจนเหลวแตะหรือพ่นลงบนหูด ทำให้หูดแข็งตัว และหลุดออก ทำได้ง่าย เจ็บน้อย แต่อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง
    การเลเซอร์ (Laser therapy) ใช้เลเซอร์ทำลายหูด โดยเฉพาะหูดในบริเวณที่เข้าถึงยาก เช่น ภายในช่องคลอด ทวารหนัก หรือในปาก ค่าใช้จ่ายสูง แต่แม่นยำ และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก (Precancerous Lesions)

หากพบว่ามีความผิดปกติจาก HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง เช่นจากผล Pap smear หรือ HPV DNA Test แพทย์อาจแนะนำ

  • LEEP (Loop Electrosurgical Excision Procedure) เป็นการใช้ลวดไฟฟ้าแรงต่ำตัดเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกที่ผิดปกติออก ทำในคลินิกหรือโรงพยาบาล ใช้เวลาสั้น ไม่ต้องดมยาสลบ ช่วยลดความเสี่ยงการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกในอนาคต
  • การผ่าตัด (Cone biopsy / Hysterectomy) ใช้ในกรณีที่เซลล์ผิดปกติมีความรุนแรง หรือหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง การผ่าตัดอาจเป็นแบบตัดเฉพาะเนื้อเยื่อผิดปกติ หรือในบางรายอาจจำเป็นต้องตัดมดลูกออก

การดูแลสุขภาพร่วมกับแพทย์

  • ควร ตรวจติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าการรักษาได้ผลหรือไม่ เช่น ตรวจ Pap smear ซ้ำทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • รักษาความสะอาด บริเวณอวัยวะเพศหรือบริเวณที่มีหูด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายดี หรือใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ผลกระทบ หากติดเชื้อ HPV แล้วไม่รักษา

Love2Test

ผลกระทบหากติดเชื้อ HPV แล้วไม่รักษา

หากละเลยหรือไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดผลกระทบดังนี้

  • หูดลุกลามหรือเพิ่มจำนวน หูดที่อวัยวะเพศสามารถ ขยายใหญ่หรือเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้รู้สึกไม่สบาย เจ็บ หรือเลือดออกเมื่อสัมผัส หากอยู่ในตำแหน่งที่สัมผัสหรือถูบ่อย เช่น บริเวณปากช่องคลอด หรือทวารหนัก อาจเกิดแผลติดเชื้อซ้ำซ้อน
  • เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง โดยเฉพาะสายพันธุ์เสี่ยงสูง เช่น HPV-16 และ HPV-18:
    • มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer)
    • มะเร็งช่องคลอด (Vaginal cancer)
    • มะเร็งปากช่องคลอด (Vulvar cancer)
    • มะเร็งทวารหนัก (Anal cancer)
    • มะเร็งช่องปาก และคอหอย (Oropharyngeal cancer)
  • ผลกระทบทางจิตใจ ผู้ติดเชื้ออาจรู้สึก เครียด กังวล หรือกลัวว่าจะติดโรคร้ายแรง บางรายมี ความไม่มั่นใจในตนเอง โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ทางเพศอาจนำไปสู่ภาวะ วิตกกังวลหรือซึมเศร้า หากไม่ได้รับคำแนะนำ และการสนับสนุนที่เหมาะสม

วิธีลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV

  • ฉีดวัคซีน HPV วัคซีนช่วยป้องกันสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรได้รับการฉีดตั้งแต่อายุ 9-26 ปี และสามารถฉีดได้จนถึงอายุ 45 ปีในบางกรณี
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
  • มีคู่นอนที่ปลอดภัย และจำกัดจำนวนคู่นอน ลดโอกาสในการติดเชื้อใหม่จากคู่นอนที่มีความเสี่ยง
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ แนะนำให้ผู้หญิงตรวจ Pap smear และ HPV test ทุก 3 ปี ผู้ชายสามารถตรวจร่างกายทั่วไป และหูดที่อวัยวะเพศได้เป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกน
Buddy Chat — Love2Test

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การติดเชื้อ HPV เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ และสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง การฉีดวัคซีน การใช้ถุงยางอนามัย  และตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรง มั่นใจ และปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เอกสารสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HPV Vaccination Recommendations. Comprehensive information on age groups, schedules, and effectiveness of HPV vaccines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/vaccines/vpd/hpv/hcp/recommendations.html
  • World Health Organization (WHO). WHO guideline for screening and treatment of cervical pre-cancer lesions for cervical cancer prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240040434
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. แนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV). ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและวิธีการให้บริการวัคซีน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1640920241117045317.pdf
  • กรมควบคุมโรค. ความรู้เรื่องวัคซีนเอชพีวี. คู่มือสำหรับประชาชนเกี่ยวกับประโยชน์ของวัคซีนและข้อควรรู้. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/302520191209025738.pdf
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). วัคซีน HPV เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม. ข้อมูลการป้องกันมะเร็งปากมดลูกและการเข้าถึงวัคซีนในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/50962