โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก โดยมีผู้ติดเชื้อหลายล้านรายในแต่ละปี วัคซีน คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สามารถป้องกันโรคติดต่อบางชนิดที่ส่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ว่าใครควรฉีด และควรฉีดเมื่อไหร่ เพื่อสุขภาพทางเพศที่ปลอดภัย และยั่งยืน
วัคซีน คืออะไร?
วัคซีน (Vaccine) คือ สารชีวภาพที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถจดจำ และต่อสู้กับเชื้อโรคที่อาจเข้ามาในอนาคต โดยวัคซีนมักประกอบด้วยเชื้อโรคที่ตายแล้ว อ่อนฤทธิ์ หรือชิ้นส่วนของเชื้อ เช่น โปรตีนหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดโรค แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ วัคซีนจึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคติดต่อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย
การฉีดวัคซีนไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับจะไม่ติดโรคเลย แต่สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการ หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคในกรณีที่ร่างกายได้รับเชื้อ และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในชุมชนได้อีกด้วย
วัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใครควรฉีด และฉีดเมื่อไหร่?
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีมากมายหลายชนิด แต่ไม่ใช่ทุกชนิดจะมีวัคซีนป้องกัน ปัจจุบันวัคซีนที่ได้รับการรับรอง และใช้กันอย่างแพร่หลาย มีดังนี้
- วัคซีน HPV (Human Papillomavirus) ป้องกันมะเร็งปากมดลูก หูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งคอหอยจากเชื้อ HPV
- วัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B) ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งสามารถติดต่อผ่านเลือดและการมีเพศสัมพันธ์
- วัคซีนตับอักเสบเอ (Hepatitis A) แม้ไม่ใช่โรคทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่สามารถติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน
- วัคซีน HPV ใครควรฉีดและฉีดเมื่อไหร่?
- กลุ่มเป้าหมาย
- เด็กหญิงและเด็กชายอายุ 9-14 ปี (ช่วงเวลาที่วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงที่สุด)
- ผู้หญิงและผู้ชายอายุ 15-26 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน
- กลุ่มชายรักชาย (MSM)
- ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
- ช่วงเวลาที่ควรฉีด
- อายุ 9-14 ปี: ฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน
- อายุ 15 ปีขึ้นไป: ฉีด 3 เข็มในระยะเวลา 6 เดือน (0, 1-2 และ 6 เดือน)
- กลุ่มเป้าหมาย
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ใครควรฉีดและเมื่อไหร่?
- กลุ่มเป้าหมาย
- ทารกแรกเกิด (ในโครงการวัคซีนแห่งชาติ)
- ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
- กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีคู่นอนหลายคน ชายรักชาย ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน บุคลากรทางการแพทย์
- ช่วงเวลาที่ควรฉีด 3 เข็ม (0, 1 และ 6 เดือน)
- การตรวจสอบภูมิคุ้มกัน ผู้ใหญ่ควรตรวจเลือดหาแอนติบอดี หากไม่มีภูมิ อาจต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นใหม่
- กลุ่มเป้าหมาย
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ใครควรฉีดและเมื่อไหร่?
- กลุ่มเป้าหมาย
- ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
- ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
- ช่วงเวลาที่ควรฉีด ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
- กลุ่มเป้าหมาย
ข้อดีข้อเสียของวัคซีน
ข้อดี
- ป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ลดการแพร่กระจายของเชื้อในสังคม
- ช่วยลดความรุนแรงของโรค หากติดเชื้อ
- ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว
ข้อเสีย
- อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ปวดบวมบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ำๆ
- ต้องฉีดตามระยะเวลาที่กำหนดจึงจะได้ผลเต็มที่
- ราคาวัคซีนบางชนิดอาจสูงหากไม่ได้อยู่ในโครงการของรัฐ

วัคซีนในการป้องกัน และลดการแพร่กระจายของโรค
วัคซีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดต่ออื่น ๆ ดังนี้:
- ช่วยลดอัตราการติดเชื้อในระดับประชากร เมื่อมีคนจำนวนมากได้รับวัคซีน โอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายลดลง ทำให้คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่สามารถรับวัคซีนได้รับการปกป้องทางอ้อมจากภูมิคุ้มกันหมู่
- ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา วัคซีนช่วยป้องกันโรคที่ต้องใช้การรักษาระยะยาวหรือมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น มะเร็งปากมดลูกจาก HPV หรือโรคตับจากไวรัสตับอักเสบบี ทำให้ลดภาระทางเศรษฐกิจทั้งต่อบุคคล และระบบสาธารณสุข
- เพิ่มคุณภาพชีวิต และลดการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อน การป้องกันด้วยวัคซีนช่วยลดโอกาสเกิดโรคร้ายแรงที่มีผลกระทบต่อชีวิต เช่น มะเร็งจากเชื้อ HPV ตับวายจากไวรัสตับอักเสบบี ทำให้คนมีสุขภาพดีขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- วัคซีนเหล่านี้ปลอดภัยหรือไม่?
วัคซีนผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงที่พบโดยทั่วไปมักเป็นอาการเล็กน้อย เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ซึ่งจะหายไปภายในไม่กี่วัน
- หากเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังควรฉีดไหม?
ควรฉีด เพราะวัคซีนสามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์ที่คุณยังไม่เคยติดมาก่อนได้ แม้คุณอาจเคยสัมผัสเชื้อบางสายพันธุ์ แต่การฉีดวัคซีนจะช่วยลดโอกาสในการติดสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน
- วัคซีนสามารถรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วได้หรือไม่?
ไม่สามารถรักษาโรคที่มีอยู่แล้วได้ วัคซีนเป็นเพียงการป้องกันการติดเชื้อในอนาคต หากคุณติดเชื้อแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- HPV ป้องกันได้! วิธีลดความเสี่ยงติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
- โรคไวรัสตับอักเสบบี อันตรายเงียบที่ควรเฝ้าระวัง
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การฉีดวัคซีนจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสนใจ และควรได้รับการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่ารอจนสาย ควรปรึกษาแพทย์หรือลงทะเบียนรับวัคซีนกับสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือวันนี้ เพื่อสุขภาพทางเพศที่ปลอดภัยในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). WHO updates recommendations on HPV vaccination schedule. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news/item/20-12-2022-WHO-updates-recommendations-on-HPV-vaccination-schedule
- World Health Organization (WHO). Hepatitis B - Fact sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-b
- World Health Organization (WHO). Hepatitis A vaccines: WHO position paper, October 2022. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/publications/i/item/who-wer9740-493-512
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ตามนโยบายมะเร็งครบวงจร. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1484620231024034508.pdf
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รายงานประจำปีกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1581420240620080615.pdf


