ในยุคที่ข้อมูลเกี่ยวกับเอชไอวี เข้าถึงได้ง่าย และการป้องกันมีหลายทางเลือก คำถามที่หลายคนสงสัยคือ PrEP หรือ PEP อะไรที่เหมาะกับเรามากกว่า? ทั้งสองอย่างเป็นยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี แต่การใช้ ผิดเวลา หรือ เข้าใจผิด อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก
ดังนั้นเราจะเจาะลึกความแตกต่าง วิธีการใช้ ข้อดี–ข้อจำกัดของ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) และ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) พร้อมคำแนะนำว่าคุณควรเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับพฤติกรรม และความเสี่ยงของคุณ
PrEP คืออะไร?
PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ สำหรับคนที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีความเสี่ยง หากใช้ถูกวิธี และสม่ำเสมอ PrEP สามารถลดโอกาสติดเชื้อเอชไอวี จากเพศสัมพันธ์ได้อย่างมาก (เมื่อทานตรงเวลา/ฉีดตามนัด และยังควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเพื่อกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ)
หลักคิดง่าย ๆ: ทำให้มีระดับยาในร่างกายล่วงหน้า เพื่อกันไม่ให้ไวรัสตั้งหลัก และฝังตัว ได้เมื่อเกิดการสัมผัสเชื้อ
กลไกการทำงานของ PrEP (ทำอะไรในร่างกายเรา?)
- ยับยั้งเอนไซม์ Reverse Transcriptase ของไวรัส เอชไอวีต้องใช้เอนไซม์ตัวนี้ในการคัดลอกสารพันธุกรรมของมันเพื่อเพิ่มจำนวน ยา PrEP ไปขัดขวางตรงนี้ ทำให้ไวรัสเดินเกมต่อไม่ได้
- ป้องกันการเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวี หลังเข้าสู่ร่างกาย หากมีไวรัสเล็ดลอดเข้ามา ระดับยาที่พร้อมอยู่แล้ว เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ลดโอกาสที่เชื้อจะขยายตัวจนตรวจพบ
- เมื่อใช้สม่ำเสมอ ระดับยาคงที่ = เกราะป้องกันที่เสถียร การคงระดับยาให้พอในเนื้อเยื่อเป้าหมาย (เช่น เยื่อบุทวารหนัก ช่องคลอด/ปากมดลูก) คือหัวใจของ PrEP
หมายเหตุ: PrEP ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เท่านั้น ไม่ครอบคลุมซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม เริม หรือ HPV จึงยังแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัย และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
รูปแบบของ PrEP เลือกแบบไหนดี
- แบบกินทุกวัน (Daily PrEP)
- ยา: โดยมากใช้สูตรรับประทานที่มีเทโนโฟเวียร์ร่วมกับเอ็มทริซิทาบีน (เช่น TDF/FTC; บางประเทศมี TAF/FTC สำหรับกลุ่มเฉพาะ)
- เหมาะกับ: ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง/ประจำ เช่น มีคู่นอนหลายคน ไม่ได้ใช้ถุงยางสม่ำเสมอ ฯลฯ
- เวลาสร้างเกราะ: โดยทั่วไปต้องกินต่อเนื่องสักระยะเพื่อให้เนื้อเยื่อเป้าหมายมียาระดับพอ—โดยเร็วกว่าในเนื้อเยื่อทวารหนัก และช้ากว่าในเนื้อเยื่อช่องคลอด/ปากมดลูก ดังนั้นช่วงเริ่มต้นควรใช้ถุงยางร่วมไปก่อน
- แบบกินตามสถานการณ์ (On-Demand / 2-1-1 สำหรับ MSM)
- สูตรมาตรฐาน: 2 เม็ด (TDF/FTC) ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2–24 ชม., แล้ว 1 เม็ดอีก 24 ชม.ถัดมา และอีก 1 เม็ดใน 24 ชม.ถัดไป (รวม 4 เม็ดต่อหนึ่งเหตุการณ์เสี่ยง)
- เหมาะกับ: ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (MSM) ที่โอกาสเสี่ยง ไม่ถี่ และพอคาดเดาได้
- ยังไม่แนะนำสำหรับ: เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด/ปากมดลูก และการใช้เข็มฉีดยา เนื่องจากข้อมูลประสิทธิภาพยังไม่เพียงพอสำหรับรูปแบบพฤติกรรมนั้น ๆ
- ทริคสำคัญ: ถ้ามีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องหลายวัน ให้กินวันละ 1 เม็ด ต่อทุกวันที่ยังมีความเสี่ยง และปิดจบด้วย 1 เม็ด/วัน อีก 2 วันหลังครั้งสุดท้าย
- แบบฉีด (Long-acting PrEP: cabotegravir ฉีดกล้ามเนื้อ)
- รอบฉีด: เริ่มต้นตามแพทย์สั่ง (มักฉีดเข็มแรก จากนั้นอีกเข็มที่ ~4 สัปดาห์ถัดมา แล้วทุก ๆ ~8 สัปดาห์)
- เหมาะกับ: ผู้ที่ไม่สะดวกกินยาเป็นกิจวัตร ลืมง่าย ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง หรือมีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงจากยารับประทาน
- ช่วงเริ่มต้น: ระดับยาจะค่อย ๆ ขึ้นสู่โซนป้องกันในเวลาอันสั้น แพทย์มักแนะนำให้ใช้ถุงยาง/วิธีเสริมในช่วงเริ่มเข็มแรก ๆ
- เลือกแบบไหนดี? ให้คิดจากพฤติกรรม + ความสม่ำเสมอ + ความสะดวกของคุณ แล้วคุยกับแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละทางเลือก
ใครเหมาะกับ PrEP?
คุณควรพิจารณา PrEP หากคุณ…
- มีคู่นอนหลายคน และ ไม่ได้ใช้ถุงยางสม่ำเสมอ
- มีคู่นอนที่ ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีไวรัสตรวจไม่พบ (U=U) และคุณอยาก เสริมความอุ่นใจ เพิ่ม (แม้ความเสี่ยงจะต่ำมากจาก U=U อยู่แล้ว)
- เป็น MSM หรืออยู่ในเครือข่ายทางเพศที่อัตราการติดโรคติดต่อทางพศสัมพันธ์ และเอชไอวี สูง
- ทำงานใน อุตสาหกรรมทางเพศ หรือมีเหตุเสี่ยงทางอาชีพ
- มี คู่ครองที่ปฏิเสธการใช้ถุงยาง แต่คุณต้องการลดความเสี่ยงของตนเอง
ข้อดีทางจิตใจ: หลายคนรายงานว่า PrEP ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเอชไอวี ทำให้ “มีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบด้วยความสบายใจมากขึ้น
ขั้นตอนการเริ่มใช้ PrEP
- ตรวจยืนยันว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี ใช้การตรวจที่เหมาะสมกับช่วงเวลาเสี่ยงล่าสุด (window period) เพื่อไม่ให้ผลลบลวง ถ้าพบว่าติดเชื้อ ต้องเข้าสู่การรักษาเอชไอวี (ART) ไม่ใช่ PrEP
- ตรวจประเมินสุขภาพพื้นฐาน โดยเฉพาะการทำงานของไต เพราะ ยากลุ่มเทโนโฟเวียร์บางชนิดสัมพันธ์กับการทำงานของไต/กระดูก แพทย์จึงมักตรวจค่าไตตั้งต้น และติดตามเป็นระยะ หากคุณมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่น ๆ อยู่ (รวมถึงวิตามิน/สมุนไพร) ควรแจ้งทั้งหมดเพื่อตรวจปฏิกิริยาระหว่างยา
- คัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบี/ซี และฉีดวัคซีนที่จำเป็น เพราะ สูตรรับประทานอย่าง TDF/FTC มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับบีด้วย ถ้าคุณมี HBV แพทย์อาจจัดการอย่างระมัดระวังเวลาหยุดยาเพื่อลดความเสี่ยงโรคตับกำเริบ
- คุยกับแพทย์เพื่อเลือกรูปแบบ PrEP ที่เหมาะกับคุณ
- กินทุกวัน / 2-1-1 (เฉพาะ MSM) / ฉีดทุก 2 เดือน
- พิจารณาจากรูปแบบเพศสัมพันธ์ ความถี่ ความสะดวก และความพร้อมไปฉีดตามนัด
- เริ่มยา และรับคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาสร้างเกราะ โดยช่วงเริ่มใช้ยาควรใช้ถุงยางร่วมด้วย จนกว่าระดับยาจะเพียงพอในเนื้อเยื่อเป้าหมายตามคำแนะนำแพทย์
- ติดตามผลตามระยะ (Follow-up)
- ตรวจหาเชื้อเอชไอวี ทุก 3 เดือน (มาตรฐานสำคัญของการใช้ PrEP)
- คัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่น ๆ เป็นระยะ (เช่น หนองใน/หนองในเทียมที่คอ/ทวาร/ท่อปัสสาวะ, ซิฟิลิส)
- เช็กค่าไต ตามดุลยพินิจของแพทย์ (เช่น ทุก 6–12 เดือนในผู้ใช้สูตรรับประทาน)
- ประเมินผลข้างเคียง (ส่วนใหญ่ถ้ามี มักอ่อน ๆ เช่น คลื่นไส้เล็กน้อยในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก แล้วมักดีขึ้นเอง)
เคล็ดลับใช้งาน PrEP ให้ได้ผลจริง
- สม่ำเสมอคือหัวใจ: กิน/ฉีด ตรงตามกำหนด เพื่อรักษาระดับยา
- อย่าพึ่ง PrEP เพียงอย่างเดียว: ใช้ ถุงยางอนามัย เพื่อกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่น ๆ และลดความเสี่ยงที่เกิดจากช่องว่างการใช้ยา
- วางแผนล่วงหน้า: ถ้าคาดว่าจะมีเพศสัมพันธ์ ให้เตรียมยา/นัดฉีดให้ตรงเวลา โดยเฉพาะหากคุณใช้สูตร 2-1-1
- อย่าหยุดยาเอง หากคุณมีไวรัสตับบี ควรหยุดภายใต้คำแนะนำแพทย์เท่านั้น
PEP คืออะไร?
PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ ยาที่ใช้หลังจากเกิดเหตุการณ์เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เป้าหมายคือ ยับยั้งไม่ให้เชื้อที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ฝังตัว และเพิ่มจำนวน โดยต้องเริ่มให้ เร็วที่สุด ภายหลังเหตุการณ์เสี่ยง และรับประทาน/รับยา จนครบคอร์ส 28 วัน
เงื่อนไขสำคัญของ PEP
- เริ่มภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) หลังเหตุการณ์เสี่ยง ยิ่งเริ่มเร็ว ประสิทธิภาพยิ่งดี (ภายใน 24 ชั่วโมงจะดีกว่ามาก) หากพ้น 72 ชั่วโมงไปแล้ว ประสิทธิภาพลดลงชัดเจน
- ต้องใช้ยาต่อเนื่องครบ 28 วัน ห้ามหยุดเองกลางคัน แม้อาการปกติดี เพราะการใช้ไม่ครบอาจลดโอกาสป้องกัน และรบกวนการแปลผลตรวจเลือดตามนัด
- PEP ไม่ใช่วิธีป้องกันระยะยาว ไม่ควรใช้แทนการป้องกันล่วงหน้าอย่าง PrEP หรือแทนถุงยางอนามัย หากมีความเสี่ยงต่อเนื่องควรพิจารณาเปลี่ยนเป็น PrEP หลังจบคอร์ส
ใครเหมาะกับ PEP?
PEP เหมาะกับคุณเมื่อเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉิน ต่อไปนี้ (หนึ่งเหตุการณ์ก็เพียงพอให้พิจารณา)
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือ ถุงยางแตก/ขาด/หลุด
- ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
- ใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์มีคมร่วมกับผู้อื่น
- สัมผัสเลือด/ของเหลวที่อาจมีเชื้อเอชไอวี ผ่านเยื่อบุหรือแผลเปิด
(เช่น เลือดกระเด็นเข้าตา ปาก จมูก หรือสัมผัสแผลสด)
หมายเหตุ: การสัมผัสทั่วไป เช่น กอด จับมือ ใช้แก้วน้ำร่วมกัน ไม่ใช่เหตุเสี่ยงสำหรับการติดเชื้อเอชไอวี จึงไม่ต้องใช้ PEP
ขั้นตอนการรับ PEP
- รีบไปสถานพยาบาลทันที ภายใน 72 ชั่วโมง ไม่ต้องรอให้แน่ใจว่าติดเชื้อหรือไม่—อย่ารอ การเริ่มช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพ
- เล่าเหตุการณ์เสี่ยงอย่างละเอียดให้บุคลากรทางการแพทย์บอกเวลา, รูปแบบเพศสัมพันธ์ (ช่องคลอด/ทวารหนัก/ช่องปาก), ถุงยางใช้หรือไม่, มีเลือด/แผลหรือไม่, สถานะการติดเชื้อเอชไอวีของคู่นอน (ถ้าทราบ) เพื่อประเมินความเสี่ยง
- รับยาต้านไวรัสเข็มแรก/เม็ดแรก ให้เร็วที่สุดโดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มยา ทันที แม้ผลตรวจเลือดพื้นฐานบางอย่างยังไม่ออก (การให้ยาห้ามล่าช้า)
- ตรวจพื้นฐาน (หากทำได้โดยไม่ทำให้เริ่มยาช้า)
- ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เพื่อยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ ณ วันเริ่ม
- ตรวจเลือดอื่น ๆ ตามจำเป็น: การทำงานของไต/ตับ, คัดกรอง ไวรัสตับอักเสบบี/ซี, การตั้งครรภ์ (ถ้ามีข้อบ่งชี้), และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
- ทบทวน ยาที่ใช้อยู่/อาหารเสริม/สมุนไพร เพื่อเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างยา
- กินยาครบ 28 วัน ตามสั่ง และมาตามนัดทุกครั้ง
- ตั้งปลุก/ใช้กล่องแบ่งยาเพื่อช่วยความสม่ำเสมอ
- หากลืมกิน และนึกขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ให้ กินทันที; หากใกล้เวลามื้อถัดไป อย่ากินซ้ำสอง
- ตรวจเลือดติดตามตามแพทย์กำหนด แพทย์จะนัดตรวจหาเชื้อเอชไอวีซ้ำ หลังจบคอร์สในช่วงเวลาที่เหมาะสม (เช่น ราว 4–6 สัปดาห์ และ/หรือ 3 เดือนหลังเหตุการณ์) รวมถึงตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และประเมินอาการข้างเคียงของยา
- วางแผนหลัง PEP ถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง ให้ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนไปใช้ PrEP เพื่อป้องกันระยะยาว
คำแนะนำเสริมที่ทำให้ PEP ได้ผลจริง
- ยิ่งเร็ว ยิ่งดี: ไปพบแพทย์ทันที อย่ารอให้ครบ 24 หรือ 48 ชม.
- สม่ำเสมอคือหัวใจ: กินให้ตรงเวลา จนครบ 28 วัน
- ใช้ถุงยางทุกครั้ง ระหว่างที่ใช้ PEP (และต่อไป) เพื่อกันการรับเชื้อใหม่ และโรคติดต่อชนิดอื่น
- เลี่ยงยาบางชนิด/อาหารเสริมที่รบกวนยา (แจ้งแพทย์/เภสัชทุกครั้งก่อนเริ่มสิ่งใหม่ ๆ)
- ดูแลแผลทันที หากมีแผล ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด และสบู่โดยเร็ว (แต่ อย่าบีบไล่เลือดแรง ๆ จนเนื้อเยื่อเสียหาย)
- สนับสนุนใจตัวเอง: เหตุการณ์ฉุกเฉินอาจกระทบสภาพจิตใจ ขอรับการปรึกษาได้—โดยเฉพาะกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ความแตกต่างระหว่าง PrEP และ PEP
แม้ PrEP และ PEP จะเป็นยาต้านไวรัสที่มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เหมือนกัน แต่ เวลาที่ใช้ วัตถุประสงค์ และวิธีการ แตกต่างกันชัดเจน
| ประเด็นเปรียบเทียบ | PrEP | PEP |
|---|---|---|
| เวลาเริ่มใช้ | ใช้ ก่อนมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ | ใช้ หลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง ต่อการติดเชื้อ |
| ระยะเวลาการใช้ | ใช้ ต่อเนื่อง หรือ เป็นช่วง ๆ ตามสถานการณ์ | ใช้ต่อเนื่อง 28 วัน |
| วัตถุประสงค์ | ป้องกันระยะยาว สำหรับผู้มีความเสี่ยงบ่อย | ป้องกันกรณีฉุกเฉิน หลังเหตุการณ์เสี่ยง |
| กลุ่มเป้าหมาย | ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง เช่น MSM, ผู้ทำงานบริการทางเพศ, มีคู่นอนหลายคน | ผู้ที่เกิดเหตุการณ์เสี่ยงเพียงครั้งคราว เช่น ถุงยางแตก, ถูกล่วงละเมิด, ใช้เข็มร่วม |
| ความเร่งด่วน | ไม่เร่งด่วนสูง แต่ควรเริ่มก่อนมีความเสี่ยงจริง | เร่งด่วนสูงมาก ต้องเริ่ม ภายใน 72 ชั่วโมง |
ข้อดี–ข้อจำกัดของ PrEP และ PEP
ข้อดี
- ประสิทธิภาพสูง หากใช้ถูกต้องและต่อเนื่อง
- ช่วย ลดความกังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี
- มีข้อมูลวิจัยรองรับจากทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC ว่าเป็นมาตรการป้องกันที่ได้ผลจริง
ข้อจำกัด
- ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม หูดหงอนไก่ — ยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย
- ต้องใช้ ตามข้อกำหนดด้านเวลาอย่างเคร่งครัด (PrEP ต้องมียาในเลือดก่อนเสี่ยง / PEP ต้องเริ่มภายใน 72 ชม. และกินครบ 28 วัน)
- อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว อ่อนเพลีย ซึ่งมักหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัว
ถาม–ตอบที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PrEP และ PEP
ถาม: เริ่ม PrEP วันนี้ ป้องกันได้ทันทีไหม?
ตอบ: ไม่สามารถป้องกันได้ทันที เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างระดับยาที่เพียงพอในเนื้อเยื่อเป้าหมาย เช่น ทวารหนักหรือช่องคลอด แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยในช่วงเริ่มต้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ถาม: เมื่อใช้ PrEP แล้ว ทำไมยังต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี ทุก 3 เดือน?
ตอบ: การตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำทุก 3 เดือนมี 2 เหตุผลหลัก คือ เพื่อยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ และเพื่อความปลอดภัย เนื่องจาก PrEP ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี เท่านั้น
ถาม: ถ้าคู่ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีผล U=U แล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ PrEP ไหม?
ตอบ: U=U (Undetectable = Untransmittable) ลดความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์จนใกล้ศูนย์ อย่างไรก็ตาม บางคนยังเลือกใช้ PrEP เพื่อความอุ่นใจส่วนตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักประโยชน์ และค่าใช้จ่าย
ถาม: ถ้าพ้น 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เสี่ยงแล้ว ยังควรไปขอ PEP ไหม?
ตอบ: ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง ตรวจเลือด และรับคำแนะนำ แม้โอกาสได้ PEP จะลดลงหลัง 72 ชั่วโมง แต่แพทย์อาจแนะนำการตรวจติดตามหรือมาตรการป้องกันอื่นแทน
ถาม: PEP ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% หรือไม่?
ตอบ: ไม่มีวิธีใดป้องกันได้ 100% แต่หากเริ่มใช้ PEP เร็ว และ ครบคอร์ส 28 วัน ประสิทธิภาพจะสูงมากจนลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน
ถาม: ระหว่างใช้ PEP สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้หรือไม่?
ตอบ: โดยทั่วไปแอลกอฮอล์ไม่ทำให้ยาเสียฤทธิ์ แต่การดื่มอาจทำให้ลืมกินยา จึงควรดื่มอย่างมีสติ หรือหลีกเลี่ยงเพื่อให้การใช้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด
ถาม: PrEP หรือ PEP มีผลข้างเคียงหรือไม่?
ตอบ: อาจมีอาการเล็กน้อยช่วงแรก เช่น คลื่นไส้ เวียนหัว หรืออ่อนเพลีย ซึ่งมักหายไปเองภายในไม่กี่วัน หากอาการรุนแรงหรือคงอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์ทันที
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ใช้ PrEP อย่างไรให้ได้ผล? คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ป้องกันทันทีด้วย PEP : ยาต้านเอชไอวีหลังสัมผัสเชื้อใน 72 ชั่วโมง
PrEP หรือ PEP เหมาะกับคุณมากกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสี่ยง และช่วงเวลาที่คุณต้องการการป้องกัน หากคุณมีพฤติกรรมหรือสถานการณ์ที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี อย่างต่อเนื่อง การใช้ PrEP เป็นการสร้างเกราะป้องกันล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ในทางกลับกัน หากคุณประสบเหตุการณ์เสี่ยงโดยไม่คาดคิด เช่น ถุงยางแตก ถูกล่วงละเมิด หรือมีการสัมผัสเลือดที่อาจมีเชื้อเอชไอวี การใช้ PEP ภายในเวลาที่กำหนดจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมาก ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ PrEP หรือ PEP การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การป้องกันได้ผลสูงสุด และปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณ
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PrEP Overview. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/prep.html
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PEP Overview. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/pep.html
- World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240031593
- UNAIDS. Global HIV & AIDS statistics — Fact sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. คู่มือการใช้ PrEP และ PEP ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th


