ในยุคที่ข้อมูลเกี่ยวกับเอชไอวี เข้าถึงได้ง่าย และการป้องกันมีหลายทางเลือก คำถามที่หลายคนสงสัยคือ PrEP หรือ PEP อะไรที่เหมาะกับเรามากกว่า? ทั้งสองอย่างเป็นยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี แต่การใช้ ผิดเวลา หรือ เข้าใจผิด อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก

ดังนั้นเราจะเจาะลึกความแตกต่าง วิธีการใช้ ข้อดี–ข้อจำกัดของ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) และ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) พร้อมคำแนะนำว่าคุณควรเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับพฤติกรรม และความเสี่ยงของคุณ

PrEP คืออะไร?

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ สำหรับคนที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีความเสี่ยง หากใช้ถูกวิธี และสม่ำเสมอ PrEP สามารถลดโอกาสติดเชื้อเอชไอวี จากเพศสัมพันธ์ได้อย่างมาก (เมื่อทานตรงเวลา/ฉีดตามนัด และยังควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเพื่อกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ)

หลักคิดง่าย ๆ: ทำให้มีระดับยาในร่างกายล่วงหน้า เพื่อกันไม่ให้ไวรัสตั้งหลัก และฝังตัว ได้เมื่อเกิดการสัมผัสเชื้อ

กลไกการทำงานของ PrEP (ทำอะไรในร่างกายเรา?)

  • ยับยั้งเอนไซม์ Reverse Transcriptase ของไวรัส เอชไอวีต้องใช้เอนไซม์ตัวนี้ในการคัดลอกสารพันธุกรรมของมันเพื่อเพิ่มจำนวน ยา PrEP ไปขัดขวางตรงนี้ ทำให้ไวรัสเดินเกมต่อไม่ได้
  • ป้องกันการเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวี หลังเข้าสู่ร่างกาย หากมีไวรัสเล็ดลอดเข้ามา ระดับยาที่พร้อมอยู่แล้ว เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ลดโอกาสที่เชื้อจะขยายตัวจนตรวจพบ
  • เมื่อใช้สม่ำเสมอ ระดับยาคงที่ = เกราะป้องกันที่เสถียร การคงระดับยาให้พอในเนื้อเยื่อเป้าหมาย (เช่น เยื่อบุทวารหนัก ช่องคลอด/ปากมดลูก) คือหัวใจของ PrEP

หมายเหตุ: PrEP ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เท่านั้น ไม่ครอบคลุมซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม เริม หรือ HPV จึงยังแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัย และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

รูปแบบของ PrEP เลือกแบบไหนดี

  • แบบกินทุกวัน (Daily PrEP)
    • ยา: โดยมากใช้สูตรรับประทานที่มีเทโนโฟเวียร์ร่วมกับเอ็มทริซิทาบีน (เช่น TDF/FTC; บางประเทศมี TAF/FTC สำหรับกลุ่มเฉพาะ)
    • เหมาะกับ: ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง/ประจำ เช่น มีคู่นอนหลายคน ไม่ได้ใช้ถุงยางสม่ำเสมอ ฯลฯ
    • เวลาสร้างเกราะ: โดยทั่วไปต้องกินต่อเนื่องสักระยะเพื่อให้เนื้อเยื่อเป้าหมายมียาระดับพอ—โดยเร็วกว่าในเนื้อเยื่อทวารหนัก และช้ากว่าในเนื้อเยื่อช่องคลอด/ปากมดลูก ดังนั้นช่วงเริ่มต้นควรใช้ถุงยางร่วมไปก่อน
  • แบบกินตามสถานการณ์ (On-Demand / 2-1-1 สำหรับ MSM)
    • สูตรมาตรฐาน: 2 เม็ด (TDF/FTC) ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2–24 ชม., แล้ว 1 เม็ดอีก 24 ชม.ถัดมา และอีก 1 เม็ดใน 24 ชม.ถัดไป (รวม 4 เม็ดต่อหนึ่งเหตุการณ์เสี่ยง)
    • เหมาะกับ: ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (MSM) ที่โอกาสเสี่ยง ไม่ถี่ และพอคาดเดาได้
    • ยังไม่แนะนำสำหรับ: เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด/ปากมดลูก และการใช้เข็มฉีดยา เนื่องจากข้อมูลประสิทธิภาพยังไม่เพียงพอสำหรับรูปแบบพฤติกรรมนั้น ๆ
    • ทริคสำคัญ: ถ้ามีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องหลายวัน ให้กินวันละ 1 เม็ด ต่อทุกวันที่ยังมีความเสี่ยง และปิดจบด้วย 1 เม็ด/วัน อีก 2 วันหลังครั้งสุดท้าย
  • แบบฉีด (Long-acting PrEP: cabotegravir ฉีดกล้ามเนื้อ)
    • รอบฉีด: เริ่มต้นตามแพทย์สั่ง (มักฉีดเข็มแรก จากนั้นอีกเข็มที่ ~4 สัปดาห์ถัดมา แล้วทุก ๆ ~8 สัปดาห์)
    • เหมาะกับ: ผู้ที่ไม่สะดวกกินยาเป็นกิจวัตร ลืมง่าย ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง หรือมีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงจากยารับประทาน
    • ช่วงเริ่มต้น: ระดับยาจะค่อย ๆ ขึ้นสู่โซนป้องกันในเวลาอันสั้น แพทย์มักแนะนำให้ใช้ถุงยาง/วิธีเสริมในช่วงเริ่มเข็มแรก ๆ
    • เลือกแบบไหนดี? ให้คิดจากพฤติกรรม + ความสม่ำเสมอ + ความสะดวกของคุณ แล้วคุยกับแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละทางเลือก

ใครเหมาะกับ PrEP?

คุณควรพิจารณา PrEP หากคุณ…

  • มีคู่นอนหลายคน และ ไม่ได้ใช้ถุงยางสม่ำเสมอ
  • มีคู่นอนที่ ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีไวรัสตรวจไม่พบ (U=U) และคุณอยาก เสริมความอุ่นใจ เพิ่ม (แม้ความเสี่ยงจะต่ำมากจาก U=U อยู่แล้ว)
  • เป็น MSM หรืออยู่ในเครือข่ายทางเพศที่อัตราการติดโรคติดต่อทางพศสัมพันธ์ และเอชไอวี สูง
  • ทำงานใน อุตสาหกรรมทางเพศ หรือมีเหตุเสี่ยงทางอาชีพ
  • มี คู่ครองที่ปฏิเสธการใช้ถุงยาง แต่คุณต้องการลดความเสี่ยงของตนเอง

ข้อดีทางจิตใจ: หลายคนรายงานว่า PrEP ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเอชไอวี ทำให้ “มีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบด้วยความสบายใจมากขึ้น

Quicky

ขั้นตอนการเริ่มใช้ PrEP

  • ตรวจยืนยันว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี ใช้การตรวจที่เหมาะสมกับช่วงเวลาเสี่ยงล่าสุด (window period) เพื่อไม่ให้ผลลบลวง ถ้าพบว่าติดเชื้อ ต้องเข้าสู่การรักษาเอชไอวี (ART) ไม่ใช่ PrEP
  • ตรวจประเมินสุขภาพพื้นฐาน โดยเฉพาะการทำงานของไต เพราะ ยากลุ่มเทโนโฟเวียร์บางชนิดสัมพันธ์กับการทำงานของไต/กระดูก แพทย์จึงมักตรวจค่าไตตั้งต้น และติดตามเป็นระยะ หากคุณมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่น ๆ อยู่ (รวมถึงวิตามิน/สมุนไพร) ควรแจ้งทั้งหมดเพื่อตรวจปฏิกิริยาระหว่างยา
  • คัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบี/ซี และฉีดวัคซีนที่จำเป็น เพราะ สูตรรับประทานอย่าง TDF/FTC มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับบีด้วย ถ้าคุณมี HBV แพทย์อาจจัดการอย่างระมัดระวังเวลาหยุดยาเพื่อลดความเสี่ยงโรคตับกำเริบ
  • คุยกับแพทย์เพื่อเลือกรูปแบบ PrEP ที่เหมาะกับคุณ
    • กินทุกวัน / 2-1-1 (เฉพาะ MSM) / ฉีดทุก 2 เดือน
    • พิจารณาจากรูปแบบเพศสัมพันธ์ ความถี่ ความสะดวก และความพร้อมไปฉีดตามนัด
  • เริ่มยา และรับคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาสร้างเกราะ โดยช่วงเริ่มใช้ยาควรใช้ถุงยางร่วมด้วย จนกว่าระดับยาจะเพียงพอในเนื้อเยื่อเป้าหมายตามคำแนะนำแพทย์
  • ติดตามผลตามระยะ (Follow-up)
    • ตรวจหาเชื้อเอชไอวี ทุก 3 เดือน (มาตรฐานสำคัญของการใช้ PrEP)
    • คัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่น ๆ เป็นระยะ (เช่น หนองใน/หนองในเทียมที่คอ/ทวาร/ท่อปัสสาวะ, ซิฟิลิส)
    • เช็กค่าไต ตามดุลยพินิจของแพทย์ (เช่น ทุก 6–12 เดือนในผู้ใช้สูตรรับประทาน)
    • ประเมินผลข้างเคียง (ส่วนใหญ่ถ้ามี มักอ่อน ๆ เช่น คลื่นไส้เล็กน้อยในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก แล้วมักดีขึ้นเอง)

เคล็ดลับใช้งาน PrEP ให้ได้ผลจริง

  • สม่ำเสมอคือหัวใจ: กิน/ฉีด ตรงตามกำหนด เพื่อรักษาระดับยา
  • อย่าพึ่ง PrEP เพียงอย่างเดียว: ใช้ ถุงยางอนามัย เพื่อกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่น ๆ และลดความเสี่ยงที่เกิดจากช่องว่างการใช้ยา
  • วางแผนล่วงหน้า: ถ้าคาดว่าจะมีเพศสัมพันธ์ ให้เตรียมยา/นัดฉีดให้ตรงเวลา โดยเฉพาะหากคุณใช้สูตร 2-1-1
  • อย่าหยุดยาเอง หากคุณมีไวรัสตับบี ควรหยุดภายใต้คำแนะนำแพทย์เท่านั้น

PEP คืออะไร?

PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ ยาที่ใช้หลังจากเกิดเหตุการณ์เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เป้าหมายคือ ยับยั้งไม่ให้เชื้อที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ฝังตัว และเพิ่มจำนวน โดยต้องเริ่มให้ เร็วที่สุด ภายหลังเหตุการณ์เสี่ยง และรับประทาน/รับยา จนครบคอร์ส 28 วัน

เงื่อนไขสำคัญของ PEP

  • เริ่มภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) หลังเหตุการณ์เสี่ยง ยิ่งเริ่มเร็ว ประสิทธิภาพยิ่งดี (ภายใน 24 ชั่วโมงจะดีกว่ามาก) หากพ้น 72 ชั่วโมงไปแล้ว ประสิทธิภาพลดลงชัดเจน
  • ต้องใช้ยาต่อเนื่องครบ 28 วัน ห้ามหยุดเองกลางคัน แม้อาการปกติดี เพราะการใช้ไม่ครบอาจลดโอกาสป้องกัน และรบกวนการแปลผลตรวจเลือดตามนัด
  • PEP ไม่ใช่วิธีป้องกันระยะยาว ไม่ควรใช้แทนการป้องกันล่วงหน้าอย่าง PrEP หรือแทนถุงยางอนามัย หากมีความเสี่ยงต่อเนื่องควรพิจารณาเปลี่ยนเป็น PrEP หลังจบคอร์ส
Love2Test

ใครเหมาะกับ PEP?

PEP เหมาะกับคุณเมื่อเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉิน ต่อไปนี้ (หนึ่งเหตุการณ์ก็เพียงพอให้พิจารณา)

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือ ถุงยางแตก/ขาด/หลุด
  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์มีคมร่วมกับผู้อื่น
  • สัมผัสเลือด/ของเหลวที่อาจมีเชื้อเอชไอวี ผ่านเยื่อบุหรือแผลเปิด
    (เช่น เลือดกระเด็นเข้าตา ปาก จมูก หรือสัมผัสแผลสด)

หมายเหตุ: การสัมผัสทั่วไป เช่น กอด จับมือ ใช้แก้วน้ำร่วมกัน ไม่ใช่เหตุเสี่ยงสำหรับการติดเชื้อเอชไอวี จึงไม่ต้องใช้ PEP

ขั้นตอนการรับ PEP 

  • รีบไปสถานพยาบาลทันที ภายใน 72 ชั่วโมง ไม่ต้องรอให้แน่ใจว่าติดเชื้อหรือไม่—อย่ารอ การเริ่มช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพ
  • เล่าเหตุการณ์เสี่ยงอย่างละเอียดให้บุคลากรทางการแพทย์บอกเวลา, รูปแบบเพศสัมพันธ์ (ช่องคลอด/ทวารหนัก/ช่องปาก), ถุงยางใช้หรือไม่, มีเลือด/แผลหรือไม่, สถานะการติดเชื้อเอชไอวีของคู่นอน (ถ้าทราบ) เพื่อประเมินความเสี่ยง
  • รับยาต้านไวรัสเข็มแรก/เม็ดแรก ให้เร็วที่สุดโดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มยา ทันที แม้ผลตรวจเลือดพื้นฐานบางอย่างยังไม่ออก (การให้ยาห้ามล่าช้า)
  • ตรวจพื้นฐาน (หากทำได้โดยไม่ทำให้เริ่มยาช้า)
    • ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เพื่อยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ ณ วันเริ่ม
    • ตรวจเลือดอื่น ๆ ตามจำเป็น: การทำงานของไต/ตับ, คัดกรอง ไวรัสตับอักเสบบี/ซี, การตั้งครรภ์ (ถ้ามีข้อบ่งชี้), และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
    • ทบทวน ยาที่ใช้อยู่/อาหารเสริม/สมุนไพร เพื่อเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างยา
  • กินยาครบ 28 วัน ตามสั่ง และมาตามนัดทุกครั้ง
    • ตั้งปลุก/ใช้กล่องแบ่งยาเพื่อช่วยความสม่ำเสมอ
    • หากลืมกิน และนึกขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ให้ กินทันที; หากใกล้เวลามื้อถัดไป อย่ากินซ้ำสอง
  • ตรวจเลือดติดตามตามแพทย์กำหนด แพทย์จะนัดตรวจหาเชื้อเอชไอวีซ้ำ หลังจบคอร์สในช่วงเวลาที่เหมาะสม (เช่น ราว 4–6 สัปดาห์ และ/หรือ 3 เดือนหลังเหตุการณ์) รวมถึงตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และประเมินอาการข้างเคียงของยา
  • วางแผนหลัง PEP ถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง ให้ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนไปใช้ PrEP เพื่อป้องกันระยะยาว

คำแนะนำเสริมที่ทำให้ PEP ได้ผลจริง

  • ยิ่งเร็ว ยิ่งดี: ไปพบแพทย์ทันที อย่ารอให้ครบ 24 หรือ 48 ชม.
  • สม่ำเสมอคือหัวใจ: กินให้ตรงเวลา จนครบ 28 วัน
  • ใช้ถุงยางทุกครั้ง ระหว่างที่ใช้ PEP (และต่อไป) เพื่อกันการรับเชื้อใหม่ และโรคติดต่อชนิดอื่น
  • เลี่ยงยาบางชนิด/อาหารเสริมที่รบกวนยา (แจ้งแพทย์/เภสัชทุกครั้งก่อนเริ่มสิ่งใหม่ ๆ)
  • ดูแลแผลทันที หากมีแผล ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด และสบู่โดยเร็ว (แต่ อย่าบีบไล่เลือดแรง ๆ จนเนื้อเยื่อเสียหาย)
  • สนับสนุนใจตัวเอง: เหตุการณ์ฉุกเฉินอาจกระทบสภาพจิตใจ ขอรับการปรึกษาได้—โดยเฉพาะกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ความแตกต่างระหว่าง PrEP และ PEP

ความแตกต่างระหว่าง PrEP และ PEP

แม้ PrEP และ PEP จะเป็นยาต้านไวรัสที่มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เหมือนกัน แต่ เวลาที่ใช้ วัตถุประสงค์ และวิธีการ แตกต่างกันชัดเจน

ประเด็นเปรียบเทียบPrEPPEP
เวลาเริ่มใช้ใช้ ก่อนมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อใช้ หลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง ต่อการติดเชื้อ
ระยะเวลาการใช้ใช้ ต่อเนื่อง หรือ เป็นช่วง ๆ ตามสถานการณ์ใช้ต่อเนื่อง 28 วัน
วัตถุประสงค์ป้องกันระยะยาว สำหรับผู้มีความเสี่ยงบ่อยป้องกันกรณีฉุกเฉิน หลังเหตุการณ์เสี่ยง
กลุ่มเป้าหมายผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง เช่น MSM, ผู้ทำงานบริการทางเพศ, มีคู่นอนหลายคนผู้ที่เกิดเหตุการณ์เสี่ยงเพียงครั้งคราว เช่น ถุงยางแตก, ถูกล่วงละเมิด, ใช้เข็มร่วม
ความเร่งด่วนไม่เร่งด่วนสูง แต่ควรเริ่มก่อนมีความเสี่ยงจริงเร่งด่วนสูงมาก ต้องเริ่ม ภายใน 72 ชั่วโมง
Buddy Chat — Love2Test

ข้อดี–ข้อจำกัดของ PrEP และ PEP

ข้อดี

  • ประสิทธิภาพสูง หากใช้ถูกต้องและต่อเนื่อง
  • ช่วย ลดความกังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี
  • มีข้อมูลวิจัยรองรับจากทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC ว่าเป็นมาตรการป้องกันที่ได้ผลจริง

ข้อจำกัด

  • ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม หูดหงอนไก่ — ยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย
  • ต้องใช้ ตามข้อกำหนดด้านเวลาอย่างเคร่งครัด (PrEP ต้องมียาในเลือดก่อนเสี่ยง / PEP ต้องเริ่มภายใน 72 ชม. และกินครบ 28 วัน)
  • อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว อ่อนเพลีย ซึ่งมักหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัว

ถาม–ตอบที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PrEP และ PEP

ถาม: เริ่ม PrEP วันนี้ ป้องกันได้ทันทีไหม?
ตอบ: ไม่สามารถป้องกันได้ทันที เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างระดับยาที่เพียงพอในเนื้อเยื่อเป้าหมาย เช่น ทวารหนักหรือช่องคลอด แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยในช่วงเริ่มต้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ถาม: เมื่อใช้ PrEP แล้ว ทำไมยังต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี ทุก 3 เดือน?
ตอบ: การตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำทุก 3 เดือนมี 2 เหตุผลหลัก คือ เพื่อยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ และเพื่อความปลอดภัย เนื่องจาก PrEP ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี เท่านั้น

ถาม: ถ้าคู่ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีผล U=U แล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ PrEP ไหม?
ตอบ: U=U (Undetectable = Untransmittable) ลดความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์จนใกล้ศูนย์ อย่างไรก็ตาม บางคนยังเลือกใช้ PrEP เพื่อความอุ่นใจส่วนตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักประโยชน์ และค่าใช้จ่าย

ถาม: ถ้าพ้น 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เสี่ยงแล้ว ยังควรไปขอ PEP ไหม?
ตอบ: ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง ตรวจเลือด และรับคำแนะนำ แม้โอกาสได้ PEP จะลดลงหลัง 72 ชั่วโมง แต่แพทย์อาจแนะนำการตรวจติดตามหรือมาตรการป้องกันอื่นแทน

ถาม: PEP ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% หรือไม่?
ตอบ: ไม่มีวิธีใดป้องกันได้ 100% แต่หากเริ่มใช้ PEP เร็ว และ ครบคอร์ส 28 วัน ประสิทธิภาพจะสูงมากจนลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน

ถาม: ระหว่างใช้ PEP สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้หรือไม่?
ตอบ: โดยทั่วไปแอลกอฮอล์ไม่ทำให้ยาเสียฤทธิ์ แต่การดื่มอาจทำให้ลืมกินยา จึงควรดื่มอย่างมีสติ หรือหลีกเลี่ยงเพื่อให้การใช้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

ถาม: PrEP หรือ PEP มีผลข้างเคียงหรือไม่?
ตอบ: อาจมีอาการเล็กน้อยช่วงแรก เช่น คลื่นไส้ เวียนหัว หรืออ่อนเพลีย ซึ่งมักหายไปเองภายในไม่กี่วัน หากอาการรุนแรงหรือคงอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์ทันที

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

PrEP หรือ PEP เหมาะกับคุณมากกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสี่ยง และช่วงเวลาที่คุณต้องการการป้องกัน หากคุณมีพฤติกรรมหรือสถานการณ์ที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี อย่างต่อเนื่อง การใช้ PrEP เป็นการสร้างเกราะป้องกันล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ในทางกลับกัน หากคุณประสบเหตุการณ์เสี่ยงโดยไม่คาดคิด เช่น ถุงยางแตก ถูกล่วงละเมิด หรือมีการสัมผัสเลือดที่อาจมีเชื้อเอชไอวี การใช้ PEP ภายในเวลาที่กำหนดจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมาก ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ PrEP หรือ PEP การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การป้องกันได้ผลสูงสุด และปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณ

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PrEP Overview. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/prep.html
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PEP Overview. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/pep.html
  • World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240031593
  • UNAIDS. Global HIV & AIDS statistics — Fact sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. คู่มือการใช้ PrEP และ PEP ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th